home
locations
Phuket Town
Sri RachaComing soon
CherngtalayComing soon
community
sustainability
facilities
about us
faq
media
blog
contact

เทรนด์การอยู่อาศัยแบบโค-ลิฟวิ่งหลังยุคโควิด-19

Published on 03 / January / 2021

การอยู่อาศัยแบบโค-ลิฟวิ่ง (Co-living) กำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก แต่เนื่องจากการรักษาระยะห่างทางสังคม และบรรทัดฐานการดูแลความสะอาดที่สืบเนื่องมาจากโรคโควิด-19 ทำให้การอยู่อาศัยประเภทนี้จะต้องปรับตัวใหม่ อพาร์ตเมนต์ให้เช่าระยะยาวในภูเก็ตดูจะเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อการลงทุนหรือเพื่ออยู่อาศัยเอง ทำให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จะต้องคำนึงถึงความต้องการของผู้อยู่อาศัยที่เปลี่ยนแปลงไป

บริษัทจัดการอสังหาริมทรัพย์ บิล์ท แอสเซต แมเนจเมนท์ ในกรุงลอนดอน ได้ศึกษาเทรนด์ของตลาดที่พักอาศัยให้เช่า และพบว่า มีผู้เช่าย้ายออกจากที่อยู่อาศัยให้เช่าแบบทั่วไปเพื่อย้ายไปพื้นที่อยู่อาศัยร่วม (Co-living space) เพิ่มขึ้นถึง 312% ในช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม พ.ศ.2563 เมื่อเทียบกับช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ของปีเดียวกัน และสาเหตุ 3 ข้อหลักของเทรนด์ดังกล่าวคือ

  • 32% ต้องการที่อยู่อาศัยที่คุ้มค่าทางการเงินมากขึ้น
  • 25% ต้องการพื้นที่อยู่อาศัยร่วม (Co-living) เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกโดดเดี่ยว
  • 20% ต้องการสัญญาเช่าที่ยืดหยุ่น เผื่ออาจมีการซื้อในภายหลัง

5 ข้อดีของที่พักอาศัยแบบโค-ลีฟวิ่ง 

  1. ความคุ้มค่า – ห้องพักส่วนตัวในโค-ลีฟวิ่งสเปซ มักจะมาแบบตกแต่งครบพร้อมเฟอนิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป และมีสิ่งอำนวยความสะดวกเช่น สระว่ายน้ำ ห้องครัว และห้องดูหนัง ที่ผู้เช่าทุกคนสามารถใช้ร่วมกันสามารถได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เพราะทุกอย่างรวมอยู่ในค่าเช่าแล้ว 
  2. สัญญาเช่ายืดหยุ่น – โค-ลีฟวิ่งสเปซค่อนข้างให้อิสระกับผู้เช่าในการกำหนดระยะเวลาเช่าได้เอง โดยไม่ได้กำหนดว่าต้องเช่าเป็นรายเดือนหรือรายปี ไม่เหมือนกับที่พักอาศัยให้เช่าแบบดั้งเดิม
  3. สิ่งอำนวยความสะดวก – ผู้อาศัยทุกคนสามารถใช้สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง เช่น โค-เวิร์คกิ้ง สเปซ (co-working space) ร้านคาเฟ่ สตูดิโอโยคะ ห้องเล่นเกม ห้องออกกำลังกาย ทำให้ชีวิตสะดวกสบายมากขึ้น คนที่ทำงานจากที่บ้านได้ ก็ไม่จำเป็นต้องไปหาร้านกาแฟทุกวัน ซึ่งเป็นการประหยัดทั้งเงินและเวลา
  4. ชุมชน – โค-ลีฟวิ่งสเปซมักจะจัดกิจกรรมสันทนาการ และกิจกรรมเสริมสร้างความรู้ต่างๆ ให้ผู้พักอาศัยได้เข้าร่วมในบริเวณพื้นที่ส่วนกลาง ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่พักอาศัยคนเดียว ที่อาจรู้สึกซึมเศร้าและโดดเดี่ยวได้ในช่วงล็อกดาวน์ นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างสังคมและกลุ่มให้กับผู้อยู่อาศัยที่มีความชอบเหมือนๆ กันอีกด้วย
  5. การบริการ – การอยู่ที่โค-ลีฟวิ่งสเปซ ให้ความสบายเหมือนอยู่บ้าน และได้ความสะดวกและการบริการเหมือนอยู่โรงแรม

แล้วคนรุ่นใหม่จะสนใจให้โค-ลีฟวิ่งสเปซ เป็นทั้งที่อยู่และที่ทำงานในยุคของการรักษาระยะห่างทางสังคมและการทำงานแบบ remote working หรือไม่

คนรุ่นมิลเลนเนียลนั้นให้ความสำคัญกับประสบการณ์มากกว่าทรัพย์สิน และด้วยราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นจนสูงกว่ารายได้ ทำให้การเช่าบ้านเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ทางการเงินได้ดีกว่า และหลังจากการล็อกดาวน์ หลายๆ คนที่ผ่านความโดดเดี่ยวก็ได้ตระหนักถึงความต้องการที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นมากขึ้น

บริษัทหรือนิติบุคคลที่จัดการโค-ลีฟวิ่งสเปซ ก็ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำจากภาครัฐในการรักษาความสะอาดและความปลอดภัย เช่น การทำความสะอาดบริเวณต่างๆ บ่อยขึ้น และ แนวทางด้านสุขภาพและความปลอดภัยสำหรับผู้อยู่อาศัย เพื่อให้แน่ใจว่าผู้อยู่อาศัยยังสามารถเข้าสังคมได้อย่างปลอดภัยภายใต้สถานการณ์ที่ท้าทาย

ดังนั้นหากผู้ประกอบการและผู้พัฒนาโค-ลีฟวิ่งสเปซสามารถมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตที่สะดวกสบาย ปลอดภัย และเติมเต็มความต้องการ ให้กับผู้พักอาศัยได้หลังจากยุคโควิด-19 ความสนใจในที่อยู่อาศัยประเภทนี้ก็จะได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในย่านที่การซื้อที่อยู่อาศัยเป็นไปได้ยาก

ในประเทศจีน การอาศัยในโค-ลีฟวิ่งสเปซทำให้คนวัยทำงานรุ่นใหม่สามารถที่จะอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่อย่างเชี่ยงไฮ้ได้ ทั้งๆ ที่ราคาของอสังหาริมทรัพย์พุ่งสูงขึ้น จนทำให้ประชากรของเมืองไม่สามารถเข้าถึงการเป็นเจ้าของบ้านหรือการเช่าบ้านในย่านธุรกิจหลักของเมือง

ประเทศไทยมีโค-ลีฟวิ่งสเปซหลายแห่งอยู่ในเมืองท่องเที่ยวต่างๆ เช่น กรุงเทพ ภูเก็ต กระบี่ และเชียงใหม่ ส่วนมากก็จะมี โค-เวิร์คกิ้งสเปซอยู่ในตัว และมีลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่ทำงานในไทยหรือที่สามารถทำงานแบบ remote working แต่ที่พักอาศัยแบบนี้ยังถือว่าเป็นแนวคิดใหม่สำหรับชาวไทย แต่ก็มีแนวโน้มที่จะได้รับความสนใจมากกขึ้น โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพ และภูเก็ต

โค-ลีฟวิ่งสเปซมักจะเป็นตัวเลือกที่พักอาศัยที่คุ้มค่าทางการเงินมากที่สุดในเมืองใหญ่หรือไม่

ภูเก็ตถือว่าเป็นหนึ่งในจังหวัดที่เป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวมากที่สุดในประเทศไทย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เมื่อมาเที่ยวที่ภูเก็ตนักท่องเที่ยวก็มักจะตกหลุมรักและทำให้หลายๆ คนกลับมาอีกเป็นประจำ และตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่ภูเก็ต การใช้ชีวิตที่ภูเก็ตนั้นทำให้ค่าใช้จ่ายของพวกเขาลดลง เนื่องจากค่าครองชีพในภูเก็ตนั้นต่ำกว่าเมืองใหญ่อย่าง ฮ่องกง สิงคโปร์ นิวยอร์ก ลอนดอน และซิดนีย์

อย่างไรก็ตามค่าครองชีพในภูเก็ตยังถือว่าสูงกว่าจังหวัดอื่นๆ ในประเทศไทย ที่พักอาศัยแบบให้เช่าในภูเก็ตเริ่มที่จะเป็นที่ต้องการมากขึ้น และเริ่มมีขนาดเล็กลงแต่มีค่าเช่าที่แพงขึ้น ทำให้คนวัยทำงานรุ่นใหม่อาจเผชิญปัญหาการหาที่พัก ดังนั้นการอยู่อาศัยแบบโค-ลีฟวิ่ง ที่ให้ทั้งความสะดวกสบาย ความยืดหยุ่นของสัญญาเช่า ความคุ้มค่า และความปลอดภัย จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ต้องการหาที่พักอาศัยแบบเช่าระยะยาวในภูเก็ต

หลังจากที่มีการล็อกดาวและปิดประเทศจากโรคโควิด-19 สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในประเทศรวมถึงภูเก็ตก็มีนักท่องเที่ยวน้อยลงอย่างมาก และเมื่อไม่นานมานี้ประเทศไทยก็ได้ประกาศวีซ่านักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ (Special Tourist Visa) ที่อนุญาติให้นักท่องเที่ยวอยู่ในประเทศไทยได้ตั้งแต่ 90 – 270 วัน ซึ่งนับเป็นก้าวแรกในการเปิดประเทศให้กับชาวต่างชาติเพื่อฟื้นฟูธุรกิจการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากโรคระบาด วีซ่าประเภทนี้เหมาะกับ digital nomads คนที่สามารถทำงานแบบ remote working และชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามารักษาตัวในโรงพยาบาลของประเทศไทย

เมื่อเดือนตุลาคม ประเทศไทยได้ต้อนรับชาวต่างชาติกลุ่มแรกที่เดินทางมาที่ภูเก็ต ผู้ที่เดินทางมาทั้งหมดจะต้องผ่านการตรวจสุขภาพ และถูกส่งไปเข้ารับการกักตัวในโรงแรมที่เลือกเป็นเวลา 14 วัน การมาพักผ่อนระยะยาวที่ภูเก็ตหลังจากการระบาดของโรคโควิด-19 นั้นถือว่าน่าสนใจอย่างมาก ด้วยสภาพอากาศที่ดี อาหารอร่อย หาดทราย และธรรมชาติที่สวยงาม 

หากคุณกำลังมองหาที่พักให้เช่าระยะยาวในภูเก็ตหลังช่วงโควิด-19

ถึงแม้ว่าที่พักแบบโค-ลีฟวิ่งจะยังไม่เป็นที่นิยมในประเทศไทย และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ อย่างเช่น ภูเก็ต แต่โรคโควิด-19 ก็ได้สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับที่พักแนวนี้ เนื่องจากการขยายตัวของเมืองทั่วโลก เพราะการอยู่อาศัยแบบโค-ลีฟวิ่งนั้นถือว่าเป็นทางออกให้กับปัญหาการแยกตัวออกจากสังคมของคนรุ่นใหม่

แบรนด์โฮม่าเกิดจากการร่วมทุนกันระหว่างบริษัท เอเชีย แคปปิตอล เรียล เอสเตท และบริษัท นูน เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาที่พักราคาที่จับต้องได้ ความยืดหยุ่นของสัญญาเช่า สิ่งอำนวยความสะดวกมาตรฐานเดียวกับโรงแรม การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ และการบริการ เรียกได้ว่าการพักอาศัยที่โฮม่าได้ความสะดวกและบริการของโรงแรม และความสบายเหมือนอยู่บ้าน โครงการทั้งสองแห่งของโฮม่าตั้งอยู่ใจกลางเมืองภูเก็ต และเหมาะกับคนทำงานรุ่นใหม่และกลุ่มที่เริ่มสร้างครอบครัว นักเดินทางเพื่อการพักผ่อน นักธุรกิจ ฟรีแลนซ์ยุคดิจิทัล และชาวต่างชาติที่พำนักอาศัยและทำงานในประเทศไทย ที่กำลังมองหาที่พักในภูเก็ตสำหรับช่วงวันหยุด หรือที่พักแบบเช่าระยะยาวที่ได้รับการบริหารจัดการแบบมืออาชีพ

สองโครงการแรกของโฮม่าตั้งอยู่ในทำเลสำคัญของจังหวัดภูเก็ต ได้แก่ โฮม่า เมืองภูเก็ต (HOMA Phuket Town) มีแผนเปิดให้บริการในไตรมาสที่ 3 ปี 2564 มีขนาด 505 ยูนิต ตั้งอยู่ในตัวเมืองภูเก็ต ใกล้กับโรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต และมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต 

ส่วนโฮม่า เชิงทะเล (HOMA Cherngtalay) มีแผนเปิดให้บริการในปี 2565 มีขนาด 422 ยูนิต ตั้งอยู่บริเวณหาดบางเทา ใกล้กับศูนย์การค้าโบ๊ท อเวนิว ศูนย์การค้าปอร์โต เดอ ภูเก็ต และลากูน่า ภูเก็ต รีสอร์ต

ภายในอะพาร์ตเมนต์ไม่ว่าจะเป็นแบบสตูดิโอ หนึ่ง สอง หรือสามห้องนอน จะมีทั้งห้องครัวแบบส่วนตัวและห้องน้ำในตัว นอกจากนี้โครงการของโฮม่าทั้งสองแห่งยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ได้มาตรฐานเดียวกับโรงแรม ตอบสนองต่อความต้องการของผู้อาศัย เช่นสระว่ายน้ำชั้นดาดฟ้า และโค-เวิร์คกิงสเปซ ผู้พักอาศัยสามารถทำงานและพักผ่อนได้ในวันเดียวกัน และเนื่องจากโครงการตั้งอยู่ใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยว และสถานที่สำคัญหลายแห่ง ทำให้โครงการโฮม่าทั้งสองแห่งเหมาะกับการพักอาศัยทั้งแบบระยะสั้นและระยะยาว

หากโรคโควิด-19 ยังคงไม่หายไปตามที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพคาดการณ์ไว้ การอยู่อาศัยแบบโค-ลีฟวิ่งก็ดูจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดของยุคนี้ เพราะนอกจากจะเป็นตัวเลือกที่มีราคาจับต้องได้ ก็ยังตอบสนองความต้องการที่เฉพาะเจาะจงของคนรุ่นมิลเลนเนียลอีกด้วย ดั้งนั้นโครงการของโฮม่าจึงนำเสนอบริการที่ดีที่สุดระดับโรงแรม พร้อมมีความเป็นส่วนตัว และการร่วมสังสรรค์กับผู้อื่น เพื่อเป็นตัวเลือกที่พักอาศัยแบบให้เช่าระยะยาวที่ดีที่สุดในภูเก็ต