การปฏิวัติของการทำงาน Remote Working

Published on March 23, 2021

เชื่อหรือไม่ว่าการทำงานแบบ remote working นั้นเริ่มในหลายๆ ที่ทั่วโลกมาตั้งแต่ก่อนเกิดโรคโควิด-19 ที่ยุโรปในช่วงก่อนโควิด-19 จำนวนคนที่ทำงานแบบนี้มีมากถึง 15% และตอนนี้ 40% ของคนทำงานก็ได้บอกลาการเดินทางไปทำงานที่แสนจะลำบาก และทำงานอยู่ที่บ้าน นั่นก็เป็นเพราะการทำงาน remote working นั้นมีประโยชน์หลากหลาย เช่น ความสามารถในการทำงานที่เพิ่มขึ้น สิ่งรบกวนการทำงาน ค่าใช้จ่าย และความเครียดที่ลดลง ความยืดหยุ่นที่จะกำหนดเวลาทำงาน และความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานที่ดีขึ้น และก็ต้องยอมรับเลยว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในทศวรรตที่ผ่านมา ทำให้เราสามารถทำทุกอย่างได้อย่างง่ายดายผ่าน Zoom, Google Suite, Slack, Asana, Facetime, Skype และอื่นๆ การเป็นพนักงานที่ทำผลงานให้บริษัทไม่ได้เรียกร้องให้เราทำงานที่ออฟฟิสอีกต่อไป และเราก็สามารถทำงานหลากหลายรูปแบบได้ตามปกติจากสถานที่อื่น

มาร่วมขบวนเป็นคนทำงานจากที่บ้าน

การทำงาน remote working หรือที่รู้จักกันว่า การทำงานทางไกล การทำงานจากที่บ้าน การทำงานจากที่ไหนก็ได้ การทำงานออนไลน์ ทำให้พนักงานไม่ต้องเดินทางไปทำงานที่สถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น อาคารสำนักงาน โกดังสินค้า ร้านค้า และพนักงานสามารถทำงานจากที่ที่พวกเขาต้องการ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่คาเฟ่ ห้องสมุด หรือเก้าอี้ริมสระน้ำ
จากการศึกษาล่าสุดของ Robert Walters* คนทำงานมากกว่า 45% อ้างว่าพวกเขาทำงานได้ดีขึ้นจากที่บ้าน และนายจ้างมากถึงเกือบ 80% ก็รายงานว่าการทำงานของพนักงานทำงานจากที่บ้านมีประสิทธิภาพมากในขณะที่บางคนยังคลางแคลงใจกับความเป็นไปได้ของการทำงานแบบนี้ในระยะยาว เนื่องจากอาจมีการละเลยในการบริหารจัดการ ความสัมพันธ์ของทีมที่ลดลง และความโดดเดี่ยวของพนักงานที่อาจเกิดขึ้น แต่เมื่อศึกษาอย่างละเอียด เราก็พบว่า

ผลกำไร - บริษัทสามารถประหยัดเงินได้ถึง $11,000 หรือประมาณ 334,000 บาท ต่อปี ต่อพนักงานที่ทำงานแบบ remote working หนึ่งคน
ประสิทธิภาพ - พนักงานที่ทำงานแบบ remote working มีประสิทธิภาพมากกว่าพนักงานที่ทำงานในออฟฟิสมากถึง 40%
ผลงาน - พนักงานที่ทำงานแบบ remote working ที่มีโครงสร้างการสนับสนุนที่ดี และอิสระในการทำงาน สามารถทำงานบกพร่องน้อยลงถึง 40%
การเข้างาน - พนักงานที่ทำงานแบบ remote working พึงพอใจในผลงานของตน ช่วยลดการขาดงานลง 41% อัตราการลาออก  - การจ้างงานใหม่ลดลง 12% เมื่อนายจ้างเสนอให้พนักงานสามารถทำงานจากที่บ้านได้

ทำงานจากที่ใดในโลกก็ได้

เราเห็นแล้วว่านายจ้างนั้นมีความสุขกับการทำงานรูปแบบใหม่นี้ แล้วพนักงานละ พวกเขาปรับตัวอย่างไร สำหรับพนักงานหลายๆ คน การเปลี่ยนไปทำงานแบบ remote working นั้นเป็นเรื่องง่าย และคนที่มองโลกในแง่บวกจึงจะมองเห็นประโยชน์ของมัน

เนื่องจากการทำงานจากที่บ้านกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับพวกเรา คนทำงานที่เข้าใจและมีความกล้า ก็เห็นโอกาสทองที่จะได้เดินทางไปตามที่ต่างๆ ถ้าพวกเขาสามารถทำงานจากที่ใดก็ได้ มีหรือจะไม่ออกไปท่องโลก และทำงานจากที่ที่มีอินเตอร์เน็ตดีๆ

หลายๆ ประเทศ ที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลักเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจของพวกเขา กำลังหันมาให้ความสนใจกับ remote workers และดึงดูดคนเหล่านี้ด้วยการเสนอวีซ่าแบบพิเศษ ค่าครองชีพและภาษีที่ต่ำ การศึกษาที่ไม่แพง และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ตอนนี้สถานที่ที่สวยงามหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น แองกวิลลา จอร์เจีย ดูไบ บาร์เบโดส จึงต่างแข่งขันเพื่อจะได้ความสนใจ (รวมไปถึงเงินรายได้กำลังเป็นที่ต้องการ)

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในสถานที่อันเป็นที่นิยมของการทำงานจากที่ไหนก็ได้ และเป็นที่รู้กันดีว่าประเทศไทยมีคนท้องถิ่นที่เป็นมิตร อาหารอร่อย ชายหาดสวยงามหลายแห่ง การบริการลูกค้าที่ดีเยี่ยม การสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษที่ดี และการเชื่อมต่อระบบ 5G จึงไม่น่าสงสัยเลยว่าทำไมสยามเมืองยิ้มจึงเป็นที่สนใจสำหรับ remote workers จากธุรกิจหลากหลายประเภท คนทำงานผ่านออนไลน์มีตัวเลือกมากมายไม่ว่าจะเป็น hot desk ในกรุงเทพ co-working space ในภูเก็ต หรือออฟฟิสที่ใช้ร่วมกันในเชียงใหม่ และถ้าจะให้พูดกันตรงๆ ความโดดเด่นในการทำงานในประเทศไทยนั่นก็คือ เมื่องานเสร็จคุณก็สามารถไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ได้ในตอนเย็น หรือระหว่างวันหยุดสุดสัปดาห์ และ digital nomads ก็รู้จักไลฟสไตล์สุดพิเศษนี้มาหลายปีแล้ว ทำให้ภูเก็ต กรุงเทพ และเชียงใหม่ กลายเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงสำหรับการทำงานจากที่ไหนก็ได้ ถ้าคุณลองค้นหาข้อมูลออนไล์ ก็จะพบว่ามีแหล่งข้อมูลและคำแนะนำมากมายที่จะช่วยให้คุณเริ่มต้นไลฟ์สไตล์แบบนี้ได้ไม่ยาก ทั้งที่พักอาศัย co-working spaces ชมรมของคนทำงาน remote working คำแนะนำทางกฎหมาย และอื่น ๆ

อีกด้านหนึ่งของการทำงานแบบ remote working

เราไม่ควรมองข้ามผลกระทบเชิงลบของการทำงานแบบ remote working สิ่งที่เริ่มต้นจากความแปลกใหม่ที่สนุกสนาน สามารถเปลี่ยนแปลงและเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพจิตได้ อาการที่ควรสังเกตมีดังนี้

  • รู้สึกโดดเดี่ยว หรือขาดการติดต่อจากภายนอก
  • ไม่สามารถเลิกคิดเรื่องงานได้
  • มีปัญหาในการหาแรงจูงใจ
  • ไม่สามารถจัดลำดับความสำคัญของงาน
  • ไม่แน่ใจเกี่ยวกับความคืบหน้าของงานและผลลัพธ์
  • นอนไม่หลับ น้ำหนักขึ้นลง

แต่ไม่ต้องเป็นกังวลไป เพราะวิธีแก้ปัญหานั้นไม่ซับซ้อน วิธีการรับมือกับการทำงานจากที่บ้านอย่างมืออาชีพมีดังนี้

  • กำหนดตารางและโครงสร้างของวันทำงาน สร้างขอบเขตระหว่าง เวลางาน และ เวลาพักผ่อน 
  • หาสถานที่ที่สะดวกสบาย มีเก้าอี้ โต๊ะ และอินเตอร์เน็ต เพื่อเป็นที่นั่งทำงานโดยเฉพาะ (พยายามหลีกเหลี่ยงที่นอน) 
  • ติดต่อกับหัวหน้าทีม เพื่อนร่วมงาน ผ่านทางวีดีโอ โทรศัพท์ หรือแชทเป็นประจำ
  • ลดสิ่งรบกวนสมาธิให้ได้มากที่สุด เช่น สัตว์เลี้ยง เด็ก เพื่อนบ้าน
  • พยายามอยู่ห่างจากสื่อดิจิตอลในช่วงเย็น เช่น ตั้งแต่หกโมงเย็น ถึง สี่ทุ่ม
  • พยายามออกไปนอกบ้านอย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อวัน แม้ว่าจะแค่เป็นการเดินออกไปซื้อกาแฟแถวบ้านก็ตาม
  • วางแผนออกไปทำกิจกรรมกับเพื่อนและครอบครัว ไม่ว่าจะเป็น การออกไปทานข้าวเที่ยง คลาสออกกำลังกาย หรือ คุยกับแม่
  • มุ่งความคิดไปในแง่บวกของการทำงานจากที่บ้าน เช่น ไม่ต้องเจอเพื่อนร่วมงานที่คุณไม่ชอบ ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปกลับจากที่ทำงาน ไม่ต้องทานเค้กวันเกิดเพื่อนที่ไม่อร่อย และอื่นๆ 

และท้ายที่สุด ต้องไม่ลืมเคล็ดลับในการรักษาสุขภาพจิตที่เป็นประโยชน์ เหล่านี้

  • ออกกำลังกายเป็นประจำ
  • นอนพักผ่อนให้ครบวันละ 7 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย
  • ทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
  • ทำกิจกรรมที่คุณชื่นชอบ เช่น ออกกำลังกาย งานอดิเรก อ่านหนังสือ เป็นต้น
  • ติดต่อกับครอบครัวและเพื่อนฝูง
  • จัดการกับความเครียดด้วยการคิดแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล การนั่งสมาธิ และการพักผ่อน
  • มองโลกในแง่บวกและคิดแต่เรื่องที่เป็นประโยชน์ ไม่เต็มไปด้วยข้อจำกัดและสิ่งที่ทำไม่ได้

ข้อมูลอ้างอิง*https://ec.europa.eu/jrc/sites/jrcsh/files/jrc120945_policy_brief_-_covid_and_telework_final.pdf**https://www.robertwalters.co.uk/content/dam/robert-walters/country/united-kingdom/files/whitepapers/robert-walters-a-new-world-of-work-e-guide.pdf***https://www.forbes.com/sites/laurelfarrer/2020/02/12/top-5-benefits-of-remote-work-for-companies/?sh=7b3e546316c8